หากคิดจะเล่นหุ้นจงศึกษาศัพท์ของหุ้นให้ดีเสียก่อน

shareหุ้นในเวลานี้นับว่ามีความนิยมอย่างสูงที่สุดในรูปแบบของการลงทุนอย่างหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากการลงทุนเพียงไม่กี่บาทแต่ได้รับผลตอบแทนที่สูง อีกทั้งยังสามารถเล่นหุ้นได้ในทุกเพศทุกวัยไม่จำกัดอายุอีกด้วย ด้วยเหตุผลนี้หุ้นจึงมีความนิยมอย่างรวดเร็วในยุคเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดยเฉพาะการสื่อสารที่สะดวกและล้วนเร็วจึงทำให้การลงทุนมีความน่าสนใจเพราะสามารถจัดการอะไรได้ง่ายขึ้นนั้นเอง แต่ถึงอย่างนั้นการเล่นหุ้นย่อมมีความเสี่ยงที่ตามมาเสมอถึงแม้ในทุกวันนี้ความเสี่ยงเหล่านั้นจะลดลงด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามา รวมถึงจะมีเหล่าผู้ให้คำแนะนำอย่าง โบรกเกอร์ (Broker) ก็ตามที ดังนั้นเหล่านักลงทุนทั้งหลายควรที่จะเรียนรู้พื้นฐานโดยเฉพาะคำศัพท์ที่ใช้กันในตลาดหุ้นโดยทั่วไปนั้นเอง

ซึ่งจริงๆ แล้วศัพท์ที่ใช้กันในตลาดหุ้นนั้นมีเยอะแยะมากมายทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำศัพท์ที่ใช้กันอย่างเป็นทางการและแพร่หลายที่สุด มีดังนี้

1.Bid price หรือราคาซื้อขายที่เสนอต่อผู้ซื้อที่ต้องการลงทุน เรียกได้ว่าสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นตัวกำหนดราคาของหุ้นแล้ว ยังกำหนดราคาที่ผู้ขายหรือบริษัทเสนอราคาหลักทรัพย์เป็นนั้นเอง

2.Offer price ราคาที่ผู้ลงทุนอื่นๆ ต้องการจะขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ของตนเอง แก่ผู้ที่มีความประสงค์ต้องการจะลงทุนหรือเป็นเจ้าของหุ้นตัวนั้นๆ ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ขายเองว่าต้องการจะขายในราคาใด

3.Dividend เงินส่วนแบ่งที่บริษัทจำเป็นต้องจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ ซึ่งเป็นที่สิ่งที่ขาดไม่ได้ของผู้ลงทุน เพราะผู้ลงทุนหรือผู้ถือหุ้นต่างๆ คาดหวังในจุดนี้ ที่เรียกว่า “เงินปันผล” หรือ “กำไร”

4.Opening price เป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นเสมือนการกำหนดราคาขั้นต่ำของหุ้นในแต่ละวัน ที่บรรดาบริษัทต่างๆ จำเป็นผู้กำหนดเอง ซึ่งจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนกันในแต่ละวัน

5.Commission หรือเรียกกันอย่างง่ายๆ ว่า “ค่าคอม” เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากที่ผู้ลงทุนทุกคนควรศึกษาให้ดีก่อนซื้อหุ้น เพราะ ค่าคอมเปรียบเสมือนส่วนต่างที่ผู้ลงทุนต้องจ่ายให้กับบริษัทผู้เป็นเจ้าของหุ้น ที่ผู้ลงทุนต้องการเป็นเจ้าของ

นอกจากนี้ยังมีอีกมากมายที่เรายังไม่ได้นำมาเสนอ และคิดว่าเพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอต่อการนำไปต่อยอดในการเล่นหุ้นได้ไม่น้อย สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านโชคดีไม่ประมาทและโลภมากในวงการหุ้นนะครับ

ความหลากหลายของหุ้นในประเภทของอุตสาหกรรม

shareภายในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีหุ้นที่หลากหลายประเภท โดยขึ้นอยู่กับเหล่าบริษัทที่เข้ามาทดทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์ที่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในเชิงการเกษตรดังนั้นประเภทของหุ้นจึงเป็นรูปแบบของการเกษตรต่างๆ แยกย่อยออกไปนั้นเอง ซึ่งในจุดนี้เองจึงเป็นเสมือนตัวเลือกแก่นักลงทุนให้ตัดสินใจและเข้าไปศึกษาตลาดหุ้นของประเภทนั้นในเวลาต่างๆ ว่าบริษัทใดหรือหุ้นในประเภทใดกำลังวิ่งขึ้นหรือมีราคาที่ลดต่ำลง จึงนับว่าความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นของแต่ละประเภทจึงมีความแตกต่างกันของแต่ละช่วงเวลานั้นเอง

ซึ่งในวันนี้เราอยากจะมาแนะนำตลาดหุ้นในประเภทของเหล่าอุตสาหกรรมกัน โดยในเวลานี้นับว่าเป็นยุคทองของอุตสาหกรรมอย่างมากมีการแข่งขันในเชิงอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีบริษัทใหม่ๆ ที่กำลังเติบโตขึ้นในทุกๆ วัน ดังนั้นหุ้นในประเภทของอุตสาหกรรมจึงมีความน่าสนใจและเหมาะที่จะลองเข้าไปร่วมลงทุน แต่ก็อย่างที่กล่าวว่าธุรกิจอุตสาหกรรมในเวลานี้มีการแข่งขันที่สูง หลายๆ บริษัทจึงมีการแข่งขันที่สูงขึ้นตามไปอย่างแน่นอนและด้วยเหตุผลนี้เองความเสี่ยงจึงตามมา ดังนั้นหากใครที่ยังไม่มีประสบการณ์ที่มากพอก็ควรค่อยๆ ลงทุนในระดับเริ่มต้นก่อน แล้วจึงคอยศึกษาอย่างละเอียด โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องหวังผลกำไรในระยะสั่นๆ ซึ่งประเภทหุ้นของอุตสาหกรรมนั้นมีมากมาย ให้เลือกลงทุนและศึกษา ไม่ว่าจะเป็น

1.กลุ่มเกษตรหรือด้านการอาหาร ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยหากจะทำการลงทุนหรือซื้อหุ้นประเภทนี้ โดยในประเภทไทยก็จะมี CPF , MINT ที่เป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ
2.อุตสาหกรรมการอุปโภคบริโภค โดยนับว่ามีการแข่งขันที่สูงเอาการ เพราะการลงทุนประเภทอุปโภคบริโภคนั้นมีความครอบคลุมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย , ของใช้อุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน เป็นต้น

3.สินค้าอุตสาหกรรม ในที่นี้ก็นับว่ามีมากมายและนับว่าน่าร่วมลงทุนอย่างมากที่สุด เพราะในประเภทนี้จะรวมไปถึง เครื่องจักรกลต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดย่อม รวมไปถึงรถยนต์และบรรจุภัณฑ์นั้นเอง

โดยทั้ง 3 ประเภทนี้นับว่าเป็นพื้นฐานที่ควรจับตามองไม่แพ้หุ้นประเภทอื่นๆ ดังนั้นหากใครอยากลองลงทุนโดยการเล่นหุ้น ก็สามารถติดตามอ่านข้อมูลดีๆ จากทางเราได้เรื่อยๆ เพราะเรายังมีเทคนิคและคำแนะนำอีกมากมายรอคุณอยู่แน่นอน

สิ่งใดคือตัวกำหนดราคาหุ้นที่ขึ้นและลงอยู่ตลอดเวลา !

IPO1                อย่างที่ทราบกันดีว่าบรรดาหุ้นทั้งหลายล้วนมาจากเหล่าบริษัทที่ลงทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหลายคนจึงต่างเข้าใจกันไปว่าราคาหุ้นนั้นได้ถูกควบคุมในหลายๆ ปัจจัย อีกทั้งรวมไปถึงมองว่าตลาดหลักทรัพย์คือตัวควบคุมกลไกราคาของหุ้นเสียด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงแล้วตลาดหลักทรัพย์เป็นเพียงศูนย์กลางของหุ้นที่จะเข้ามาเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามาซื้อขายกันเท่านั้นเอง ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่แน่นอนและเป็นพื้นฐานในการเปลี่ยนแปลงกลไกของราคา อย่างเสมอมาก็คือผู้ซื้อและผู้ต้องการขายเป็นหลัก

โดยส่วนใหญ่แล้วราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นหรือวิ่งลงก็แล้วแต่ว่าหุ้นในเวลานั้นมีมูลค่าสูงแค่ไหน และมีผู้ที่ต้องการซื้อมากเพียงใด ซึ่งหากมีผู้ซื้อต้องการจะเข้ามาร่วมลงทุนมาก หุ้นก็จะมีราคาที่สูงขึ้นตามไปนั้นเอง ซึ่งในจุดนี้จึงขึ้นกับผู้ขายด้วยว่าจะต้องการขายในราคาใดและรีบร้อนมากแค่ไหน และในบางทีก็จะมีกลุ่มนักลงทุนบางกลุ่มที่จะเป็นเหมือนกับแนวทางในการมองหุ้นในระยะยาว อย่างเช่นในประเทศไทย ก็จะมีกลุ่มทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนและเมื่อใดที่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติเหล่านี้ทยอยกันขายหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ก็จะสามารถสังเกตได้ว่าน่าจะเกิดความผิดปกติกับหุ้นในอนาคต จึงทำให้นักลงทุนอื่นๆ จำเป็นต้องทยอยขายหุ้นตามไปนั้นเอง แต่วิธีที่ว่านี้ใช้ไม่ได้กับนักลงทุนที่ไม่ต้องการความเสี่ยงหรือนักลงทุนที่หวังผลระยะยาว

ดังนั้นสรุปได้ง่ายๆ ว่า ราคาของหุ้นทั้งหลายล้วนขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้ลงทุนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความกลัวต่อการลงทุน ความหวังที่อยากจะได้หุ้นที่ดีหรือว่าโลภ ดังนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ทั้งสิ้นเพราะแต่ละคนล้วนแต่มีเทคนิคหรือสไตล์ที่เป็นของตัวเอง บางคนหวังแต่จะปั่นราคาหุ้น หรือบางคนต้องการเพียงถือหุ้นไม่หวังการเติบโตที่ก้าวกระโดดก็เป็นได้

ต้องการเป็นนักลงทุนประเภทไหน ? ลองอ่านและตัดสินใจดู

banner-35                ในทุกวันนี้นับว่าเป็นยุคแห่งการลงทุนและการสื่อสารในระดับที่สูง เนื่องจากมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่ายที่รวดเร็ว อุปกรณ์ต่างๆ ที่ทันสมัย จึงทำให้การติดต่อสื่อสารและการลงทุนเป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายต่อการลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนมีเงินในการลงทุนเสมอไปแล้ว แม้กระทั้งเหล่าผู้มีงบหรือเงินลงทุนที่ไม่เยอะ ก็ยังสามารถมีประสบการณ์ในการลงทุนได้ง่ายๆ อีกทั้งยังมีหลายบริษัทที่เพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี และบริษัทเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยที่ต้องการมีผู้เข้ามาลงทุนด้วย ดังนั้นหากใครถือหุ้นมีใหญ่พอถึงแม้จะไม่ใช่เจ้าของกิจการแต่ก็เปรียบเสมือนเจ้ากิจการได้เช่นกัน ดังนั้นจึงนับว่าช่องทางการลงทุนเหล่านี้มีความสะดวกและสบายไม่น้อยหากมีความรู้ในด้านกลยุทธ์ที่มากพอ แต่ถึงแม้จะได้เงินมากเพียงใดก็ไม่พ้นคำกล่าวที่ว่า “การลงทุนคือความเสี่ยง” อยู่ดีนั้นเอง

โดยในความหมายของนักลงทุนแล้ว นักลงทุนจะถูกแบ่งออกหลักๆ ได้ถึง 4 ประเภท โดยแต่ละประเภทนั้นก็จะมีรูปในการลงทุนที่แตกต่างกัน เช่น 1.นักลงทุนมีเล็งเห็นแต่การลงทุนกับการหุ้นปั่น โดยนักลงทุนเหล่านี้จะชื่นชอบในการท้าทายเป็นพิเศษ เพราะหุ้นปั่นนั้นนับว่ามีความไม่แน่นอนสูงและจะถูกนักลงทุนเข้ามาลงทุนโดยเฉพาะในเวลาที่หุ้นอื่นๆ มีราคาที่ไม่หวือหวา ดังนั้นหุ้นปั่นจึงเป็นตัวเลือกที่สำคัญในยามนี้นั้นเอง

2.การลงทุนแบบสวนตลาด นับว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยมาก เพราะเป็นหุ้นที่ไม่คอยมนักลงทุนสนใจมากนัก จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่นักลงทุนที่ไม่ชื่นชอบในความเสี่ยง และการหวังผลในระยะยาวโดยไม่รีบร้อนมากนัก เพราะหุ้นประเภทนี้จะมูลค่าที่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่หากมีการลงที่นานเราก็จะสามารถมีเป็นเสมือนหนึ่งผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทในอนาคตได้เช่นกัน

ดังนั้นจะเป็นได้ว่ารูปแบบของการลงทุนทั้ง 2 ประเภทนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งในที่นี้เรายังไม่กล่าวถึง นักลงทุนอีก 2 ประเภทที่เหลือ ดังนั้นหากมีโอกาสหน้าเราจะมาแนะนำอีก 2 ประเภทที่เหลือให้ผู้อ่านได้รับรู้เพื่อประกอบในการตัดสินใจครับ

ปัจจัยสำคัญที่ตลาดหุ้นหรือตลาดหลักทรัพย์พึงต้องมี

images_stories_cpa4bis_LAW Related To Prof_Listed_Lawแน่นอนว่าตลาดหุ้นไม่ใช่มีเพียงหุ้นเท่านั้นที่จะทำให้ตลาดหลักทรัพย์เดินหน้าเพียงอย่าง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ไม่ต่างจากตลาดทั่วไปเลยแม้แต่น้อย โดยประกอบไปด้วย 1.สินค้า (Listed Securities) 2.นายหน้าผู้เป็นบริษัทที่ลงทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Broker) 3.ผู้ลงทุนหรือผู้เล่นหุ้น (Investor) ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้เป็นสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์จะขาดไม่ได้ นับว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่ง วันนี้เราจึงจะมาอธิบายถึงความหมายของแต่ละองค์กอบที่ตลาดหุ้นต้องพึงมี ดังต่อไปนี้

1.สินค้า ซึ่งในที่นี้สินค้าสำหรับตลาดหลักทรัพย์แล้ว ก็คือบรรดาบริษัทต่างๆ ที่จดทะเบียนขึ้นกับตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดหุ้นทั้งหลายนั้นเอง ดังนั้นหุ้นที่มีไว้สำหรับนักลงทุนเข้ามาลงทุน ก็คือสินค้าต่างๆ จากเหล่าบริษัทที่เปิดโอกาสให้เหล่านักเลงหุ้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ถือหุ้น โดยการนำเงินเข้ามาลงทุนนั้นเอง

2.นายหน้า หรือผู้ให้บริการในการซื้อหุ้นและการลงทุนรวมไปถึงมีการให้คำแนะนำต่อนักลงทุนทั้งหลาย โดยโบรกเกอร์แต่ละคนก็จะมีความสามารถและการใส่ใจที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบริษัทหลักทรัพย์ที่โบรกเกอร์หรือนายหน้าเหล่านั้นทำงานอยู่ อีกทั้งแต่ละบริษัทก็จะมีความชำนาญในแต่ละประเภทของหุ้นที่แตกกัน ขึ้นอยู่กับผู้ลงทุนจะตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์สักคน

3.ผู้ลงทุน หรือเหล่านักลงทุนทั้งหลายทีต้องการเข้ามาซื้อหุ้นกับบริษัทที่จดทะเบียนภายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหากไม่มีนักลงทุนเหล่านี้ ตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่สามารถเดินต่อได้ รวมไปถึงไม่มีเงินทุนเข้ามาไหลเวียนและเหล่าบริษัทก็จะไม่มีผู้ร่วมลงทุนหรือร่วมถือหุ้นด้วย

ซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดและต้องมีควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง และขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ ดังนั้นหากใครทำต้องการจะเป็นนักลงทุนระดับที่ยอดเยี่ยม การศึกษาถึงข้อมูลทั้ง 3 องค์ประกอบนี้คือสิ่งสำคัญและสร้างความได้เปรียบแก่ผู้ลงทุนได้อย่างแน่นอน

ตลาดหลักทรัพย์ คือสิ่งที่นักเลงหุ้นต่างจดจ่อ

talardlukตลาดทรัพย์หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “ตลาดหุ้น” นั้นเปรียบเสมือนศูนย์กลางที่เปิดให้ นักเล่นหุ้นทั้งมือใหม่และผู้มีประสบการณ์ในการลงทุนทั้งหลาย เข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนต่างๆ โดยจะมีการให้บรรดาบริษัทที่ขึ้นทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ทั้งหลายได้หาผู้ร่วมลงทุน โดยเปรียบได้กับผู้ถือหุ้นนั้นเอง โดยตลาดหุ้นไปก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ.2517 เพื่อต้องการส่งเสริมให้ผู้คนที่มีเงินทุนได้เข้ามารู้จักกับการลงทุน รวมไปถึงฝึกฝนให้มีประสบการณ์การลงทุนได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้แล้วการเล่นหุ้นก็เป็นเหมือนกับการออมทรัพย์โดยหวังผลในระยะยาวก็ได้เช่นเดียวกัน

โดยตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดหุ้นนับว่ามีความสำคัญต่อนักเล่นหุ้นเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งแรกก็คือการที่บรรดาบริษัทที่จดทะเบียนหลักทรัพย์ทั้งหลาย ต้องขึ้นทะเบียนกับทางตลาดหลักทรัพย์เสียก่อน เพราะตลาดหุ้นก็เปรียบเสมือนแหล่งรวมบริษัทจำนวนมาก แล้วจึงเปิดให้นักลงทุนเข้ามามีบทบาทนั้นเอง อีกทั้งยังร่วมไปถึงเหล่าธุรกิจ SME ต่างๆ ก็มีผลและเป็นหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่าธุรกิจขนาดใหญ่หรือขนาดย่อม ร่วมแต่ก็ส่งผลต่อตลาดหลักทรัพย์ทั้งสินดังนั้นไม่ว่าเหล่านักลงทุนที่ต้องการลงทุนจึงจำเป็นต้องจับตาดูตลาดหุ้นกันอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละประเทศนั้นก็จะมีชื่อเรียกของตลาดทรัพย์ภายในประเทศตนเองทั้งสิ้น เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีชื่อตลาดหุ้นของตัวเองว่า NYSE หรือ เรียกกันง่ายๆ ว่า ดาวโจนส์นั้นเอง ซึ่งในประเทศไทยจะมีหลักๆ อยู่ 2 ตลาดหลักทรัพย์ อย่าง SET และ MAI

ดังนั้นหากใครที่ต้องการจะเป็นนักเลงหุ้นก็ควรจะรู้จักศึกษา ถึงประเภทต่างๆ ของตลาดหุ้น รวมไปถึงราคาหุ้นที่เคลื่อนไหวภายในตลาดหลักทรัพย์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งภายในตลาดหุ้นจะแสดงถึงค่าเงินและเงินทุนของแต่ละบริษัทที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องนั้นเอง โอกาสหน้าเราจะมาแนะนำในส่วนของหุ้น ดังนั้นเพื่อนๆ คนใดกำลังสนใจลงทุนกับตลาดหุ้นโปรดติดตามได้ที่นี่เลย

คิดให้ดีก่อนเล่นจริงรู้ให้เยอะก่อนลงทุน

monney expoหุ้นนั้นเป็นแค่ตัวเลขที่เปลี่ยนไปมาถ้าไม่รู้หุ้นนั้นอย่างแท้จริงจะทำให้เกิดอะไรขึ้นได้หลายอย่างโดยหุ้นแบ่งได้ประมาน 7 ประเภทดังต่อไปนี้

1.หุ้น Blue Chip เป็นลักษณะของกิจการขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงผลดำเนินงานดีสม่ำเสมอมีผลกำไรอย่างต่อเนื่องบริษัทที่เข้าค่ายเช่น บ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ธนาคารใหญ่ๆ เช่น ธ.กรุงเทพ ธ.กสิกรไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กรุงไทย และหุ้นใหญ่ที่มี Brand เข้มแข็งอื่นๆ เช่น CPF ปตท. LH เป็นต้น

2.หุ้น Growth Stock เป็นหุ้นที่กำลังเติบโตเร็วทั้งยอดขายและผลกำไรตลาดยังไม่อิ่มตัวผลตอบแทนจะต่ำกว่าพวกที่ตลาดอิ่มตัว

3.หุ้นที่เป็นวัฎจักร Cyclical Stock อยู่ในธุรกิจที่ราคาสินค้าผันผวนขึ้นลงมากๆผลกำไรเอาแน่นอนได้เป็นบางช่วง หลายๆปีจะเกิดครั้งหนึ่งคือ ปิโตรเคมี,อุตสาหกรรมโลหะ,โรงกลั่นน้ำมันและพืชผลต่าง

4.หุ้น Value Stock ธุรกิจที่มีผลดำเนินงานดีและมีแนวโน้มอนาคตที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจใหญ่ๆ สมัยก่อนจะหาหุ้นแบบนี้ได้ไม่อยากแต่เดียวนี้คงแทบจะไม่มีให้เห็นกันซักเท่าไหร่

5.หุ้นปันผลสูง Income stock หรือที่คนไทยเรียก Dividend Stock เป็นหุ้นที่มีผลตอบแทบเงินปันผลสูงกิจการที่ไม่ใหญ่มากจึงไม่ค่อยมีใครสนใจลงทุนมากนักจึงให้ราคาหุ้นนั้นถูกเงินปันผลจึงสูงเพราะไม่จำเป็นต้องทำการขยายตัวทางธุรกิจมากนั้นเช่น ทิสโก้

6.หุ้นเก็งกำไร Speculative เป็นหุ้นที่น่ากลัวที่สุดเพราะทุกคนจะซื้อเพื่อหวังผลกำไรทั้งระยะสั้นและระยะยาวทำให้ราคาขึ้นลงเร็วมาก โดยหมวดที่เก็งกำไรกันจะมี ปิโตรเคมี พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ หุ้นที่จะถูกซื้อกิจการหรือควบรวม

7.Defensive Stock เป็นหุ้นที่ไม่ผันผวนตามเศรษฐกิจซักเท่าไหร่เพราะไม่มีผลเรื่องของการซื้อขายถ้าเศรษฐกิจแย่หุ้นตัวนี้จะยังคงอยู่ได้แบบสบายๆมักเป็นหุ้นสาธารณูปโภค เช่นไฟฟ้า

4/4/2015

แหล่งรวมตัวเลขที่เยอะที่สุดในประเทศ

Talardluksub

ตลาดหลักทรัพย์ฯเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2504-2509 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ต่อมาปี เกิดขึ้นอย่างจริงจังโดยเน้นการเป็นเหล่งระดมเงินทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศยุคแรกนั้นเริ่มจาก “ตลาดหุ้นกรุงเทพ”(Bangkok Stock Exchange) เป็นการดำเนินงานของภาคเอกชนเมื่อปี พ.ศ. 2505 มีหุ้นธรรมดาและหุ้นกู้ โดยหุ้นกู้มีมูลค่าการซื้อขายที่เยอะกว่าหุ้นธรรมดาปี พ.ศ. 2515 หุ้นกู้มีการซื้อขายอยู่ที่ 87 ล้านบาทส่วนหุ้นธรรมดาอยู่ที่ 26 ล้านบาท ถึงแม้จะไม่ประสบผลสำเร็จแต่ พ.ศ. 2510-2514 ก็มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2 จัดตั้งตลาดทุนดังกล่าวอีกครั้งจนครั้งสุดท้ายที่ปี พ.ศ. 2534 เป็นการเปิดทำการซื้อขายอย่างเป็นทางการอีกโดยมีชื่อว่าภาษาอังกฤษว่า “The Stock Exchange of Thailand” (SET) จนถึงปัจจุบันนี้

พ.ศ. 2535 มีข้อกำหนดให้การดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยมีหน้าที่กำหนดนโยบายและควบคุมการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แท้จริงแล้วตลาดหลักทรัพย์ทำหน้าที่เป็นแค่ตัวกลางสำหรับการซื้อขายให้กับนักลงทุนซื้อการซื้อขายนั้นสามารถตรวจสอบได้เพราะมีคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ดูแลอีกทีหนึ่งเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆจากเดิมที่ก่อนหน้านั้นไม่มีคนกำกับดูและทำให้เกิดการปั่นหุ้นหรืออื่นๆ การดำเนินงานเป็นการจัดตั้งในนามของนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 เน้นส่งเสริมการระดมเงินทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทำหน้าที่รับหลักทรัพย์จดทะเบียนและดูแลการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนดูแลบริษัทสมาชิกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์และเริ่มเปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518 สมาชิกภาพองค์กรระหว่างประเทศมี 3 องค์กรคือ

สหพันธ์ตลาดหลักทรัพย์ภาคพื้นเอเชียและโอเชียเนีย (Asian and Oceanian Stock Exchanges Federation – AOSEF) ตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าเป็นสมาชิกในปีพ.ศ. 2525

องค์กรคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์นานาชาติ (International Organization of Securities Commissions -IOSCO) ตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าเป็นสมาชิกประเภท full member ในปีพ.ศ. 2533 และเปลี่ยนเป็น affiliate member ในปีพ.ศ. 2535 เนื่องจากมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.

สหพันธ์ตลาดหลักทรัพย์นานาชาติ (The World Federation of Exchanges – WFE)
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าเป็นสมาชิกในปี 2533

2/4/2015

ก่อนจะเป็นมือเก๋าเริ่มจากมือใหม่ที่ดี

Shere for money

ก่อนจะเล่นหุ้นควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นไว้ก่อนหุ้น (Stock) ก็คือตราสารทุนที่บริษัทนั้นออกและเสนอขายให้ประชาชนทั่วไป เพื่อระดมทุนนำเงินที่ได้ไปลงทุนในกิจการของบริษัทนั้นได้เงินเร็วกว่าแต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกันเมื่อเทียบกับ พันธบัตร หรือหุ้นกู้เพราะพวกนี้จะมีระยะเวลากำหนดไว้อย่างแน่นอนว่าเมื่อไหร่ถึงจะครบกำหนดเวลาที่ตั้งไว้บางท่านจึงหันมาลงทุนด้านนี่แทนเป็นจำนวนมาก

ขั้นตอนมีไม่มากเปิดบัญชีหุ้นต่างกับบัญชีธนาคารทั่วไปต้องเปิดกับ Broker จากนั้นก็เลือกว่าต้องการบัญชีประเภทให้ มีบัญชีเงินสด บัญชีเงินฝาก บัญชีเงินกู้ยืม สำหรับมือใหม่ก่อนเก๋านั้นแบบ 2จะดีกว่าคือฝากเงินเข้าไปแค่ไหนก็ใช้ได้แค่นั้น แบบ 3จะเป็นกู้ยืมถ้าลงทุนผิดไปถึงขั้นเป็นหนี้ถ้าเล่นเยอะอาจจะล้มละลายได้เลยทีเดียว เมื่อเลือกเสร็จแล้วก็มาดูที่โปรแกรมเล่นหุ้นส่วนใหญ่ตอนนี้จะเป็นโปรแกรม Streaming Pro สำหรับเล่นหุ้นก็จะมีคำศัพท์เฉพาะที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมกันไปโดยโปรแกรมนั้นก็แสดงตารางหุ้นคล้ายกับเราไปนั่งดูที่ตลาดหลักทรัพย์เองเลย ทำการสั่งซื้อหรือขายได้จากหน้าจอ จากนั้นก็โอนเงินเข้าไปในกรณีถ้าเราเลือกแบบที่ 2โดยโอนเข้าบัญชีของโบรกเกอร์ที่เราทำการสมัครไว้แล้วและแจ้งให้โบรกเกอร์รู้ว่าเราได้โอนเงินเข้าไปแล้วเป็นเงินเท่าไหร่เมื่อจำนวนตรงก็มาเริ่มซื้อขายกันได้เลยขั้นต่ำก็ซื้อกันทีละ 100 หุ้นถ้าทุนน้อยอยู่ก็เลือกลงทุนที่ราคาถูกไปก่อนเมื่อเริ่มเก่งเก๋าขึ้นค่อยปรับไปเล่นหุ้นที่มีราคาสูงขึ้นก็ไม่มีใครว่าได้

ในโปรแกรมจะมีส่วนของ Cash บอกไว้นั้นคือมูลค่าเงินสดที่อยู่ในบัญชีของเราเงินสดนี้จะแทบจะเป็นส่วนเดียวที่ไม่ได้อัพเดทแบบเรียลไทม์กระบวนการซื้อขายหุ้นนั้นปกติแล้วจะใช้เวลา 3 วันหลักการซื้อขายนั้นจะเป็นยอดที่แท้จริง

เงินไม่เข้าใครออกใครไม่ว่ายังไงก็ต้องระวังเป็นเหยื่อ

share jer

ปั่นหุ้นคือการจงใจทำให้หุ้นนั้นๆจากราคาที่ต่ำมากไปสู่ราคาที่ขึ้นจนทำให้นักลงทุนคนอื่นๆสนใจที่จะมาซื้อหุ้นร่วมด้วยเมื่อราคานั้นพุ่งไปสูงจนเป็นที่พอใจแล้วก็จะจัดการขายหุ้นนั้นลงทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงจนผู้ลงทุนคนๆขาดทุนกันเป็นแถวๆ ปกติแล้วนั้นการลงหุ้นบางทีจะเริ่มจาก 5 บาทเมื่อคนอื่นมาซื้อต่อจากเราไปจนแต่ละขั้นที่กำหนดไว้ก็จะทำให้ราคาหุ้นนั้นค่อยปรับตัวขึ้นไปคือซื้อก่อนได้ราคาถูกซื้อทีหลังราคาแพง

ตัวอย่างเช่น คนซื้อคนแรก 5บาทต่อหุ้นได้ลงทุนซื้อไป 200หุ้นเท่ากับเป็นเงิน 1,000บาทและถ้ามีคนมาต่อไปอีกคนหลังๆจะไม่ได้ซื้อที่หุ้นละ 5บาทอีกต่อไปอาจจะเป็น 10บาทตามแต่ว่ามาซื้อตอนที่ราคานั้นหยุดอยู่ที่เท่าไหร่คนที่มาหลังก็จะเป็นราคาที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนเมื่อคนที่มาปั่นหุ้นได้ราคาที่พอใจแล้วก็จะทำการถอนหุ้นนั้นออกเช่นตอนแรกซื้อมาหุ้นลุ 5บาทตอนนี้หยุดอยู่ที่หุ้นละ 200บาทเท่ากับว่ากำไรที่คนปั่นหุ้นนั้นได้คือ 195บาทต่อหุ้นซื้อมา 200หุ้นถ้าขายครั้งเดียวหมดในราคานี้ก็จะได้เงิน 40,000บาทลงทุนแค่เพียง 1,000บาทต่างกับคนที่มาซื้อหุ้นทีหลังที่อาจจะลงทุนหุ้นละ 150บาทแต่เมื่อคนปั่นหุ้นถอนไปแล้วราคาต่อหุ้นเวลานั้นอาจจะลงมาอยู่ที่หุ้นละ 100บาทซึ้งทำให้ขาดทุน 50บาทต่อหุ้น แล้วถ้าทุนคนกลัวที่จะขาดทุนทำให้ถอนหุ้นกันหมดราคาก็จะลงไปอยู่ที่ราคาเริ่มต้นใครขายเร็วหน่อยก็ขาดทุนหรืออาจจะได้กำไรนิดหน่อยกรณีที่ซื้อมาถูกส่วนคนที่ซื้อแพงขาดทุนย่อยยับแน่นอน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกการเคลื่อนไหวของหุ้นนั้นเป็นการปั่นหุ้นเสมอไปต้องดูองค์ประกอบหลายๆอย่าง ตามไปด้วยแต่ยังไงแล้วไม่ประมาทกันจะดีกว่า