ไม่ต้องไปถึงที่อยู่ที่ไหนก็ซื้อได้

eforl           สมัยก่อนนี้การที่เราจะเล่นหุ้น เราต้องลำบากนั่งรถไปหรือขับรถไปที่ตลอดหุ้น เล่นได้ถึงแค่ 4 โมงเย็นก็ต้องหยุดเล่นแล้ว และคนที่คิดจะเล่นหุ้นในสมัยก่อนก็ต้องมีตังติดกระเป๋าไว้ถึง 5000 บาทเลยครับ ตอนนี้ในสมัยนี้มันเปลี่ยนไปมากจริงๆครับ มีตังแค่ 500 บาทก็สามารถเล่นหุ้นได้แล้ว โดยที่เราไม่จ้องดิ้นรนอะไรมากมายหนัก ไม่ต้องนั่งรถไปและไม่ต้องขับรถไปเจอรถติดอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องถึงขั้นกับลาออกงานมาเล่นหุ้นเพราะปัจจุบันได้มีองกรหนึ่งในประเทศไทยได้คิดค้นหาวิธีการที่จะตัดการเสียเวลาต่างๆในการเล่นหุ้น โดยมีการจัดทำโบรกเกอร์ผ่านระบบสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต และมีโบรกเกอร์ให้เลือกมากมายมากกว่า100 โบรกเกอร์เลยครับ สำหรับวันนี้ผมจะแนะนำให้ทุกท่านโบรกเกอร์ของ EXness เพราะทุกคนสามารถเล่นหุ่นได้ราคาที่หยิบจับได้นั้นก็คือแค่ 500 บาทเท่านั้นครับ และยังสามารถทำธุรกรรมการเงินได้ทุกทีครับไม่ว่าจะเป็น โลตัส บิ๊กซี และธนาคารต่างๆได้ทั่วประเทศครับหรือบางคนอาจจะสมัครออนไลน์ไว้ในโทรศัพท์มือสมาร์ทโฟนของท่านหรือบนเครือข่ายอินเตอร์ของท่านบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านที่ใช้เล่นหุ้นได้เลยครับ

วิธีสมัครการเล่นหุ้นของโบรกเกอร์ EXness ไม่ได้ยากมากมายอะไรเลยครับ เพียงแค่คุณเปิดเบราเซอร์ขึ้นมาตัวไหนก็ได้นะครับแล้วเข้าไปที่ www.exness.com เมื่อเข้าได้แล้วให้ค้นหาการเข้าสมัครครับ คือจะขึ้นคำว่า Open An Account ซึ่งอยู่ทางด้านบนชวาของเว็บไซต์ครับ จากนั้นให้ทำการเลือกชนิดของบัญชีที่คุณต้องการครับ มีให้เลือกด้วยกันอยู่ 3 ตัวครับนั้นก็คือคนที่งบน้อย ให้เลือก Mini และcent อันที่ 3 ไม่ต้องเลือกนะครับนั้นมันสำหรับมืออาชีพครับหรือคนที่มีหลักทรัพย์เยอะๆครับ จากนั้นทำการกรอกข้อมูลให้ครบถ้วยด้วยภาษาอังกฤษ และรอตอบยืนยันอีเมล์ครับเมื่อได้แล้วก็ไป loginหน้าเว็บครับก็จะสามารถเล่นหุ้นได้ทันทีครับ

ก่อนลงทุนหรือเล่นหุ้นต่างๆ ควรเตรียมตัวให้ดีเสียก่อน

stock            การลงทุนทุกประเภทนั้นล้วนแต่มีความเสี่ยงด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านเป็นของตนเอง , การลงทุนผ่านธนาคาร ร่วมไปถึงการเล่นหุ้น ก็นับว่ามีความเสี่ยงมากน้อยไม่แพ้กันเลยสักนิดเดียว ดังนั้นก่อนจะทำการลงทุนควรจะศึกษาการเล่นหุ้นอย่างเชียวชาญเสียก่อน ไปจนถึงประเภทของหุ้น และประเภทของนักลงทุนต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะนอกจากเราจะได้เปรียบเรานักลงทุนคนอื่นๆ แล้ว ยังสามารถรู้ทันตัวเองได้เป็นอย่างดีว่าชอบการลงทุนในรูปแบบใดได้ โดยสิ่งต่างๆ ที่ควรจะต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวก่อนจะลงทุนมีดังต่อไปนี้

1.ควรศึกษาหุ้นที่เราต้องการลงทุน หากเราต้องการจะลงทุนกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เราต้องจำเป็นที่จะศึกษาเงื่อนไขต่างๆ ที่บริษัทนั้นๆ ระบุเอาไว้ภายในตัวหุ้นให้ดีเสียก่อน เช่น การหาข้อมูลของกิจการที่เป็นคนถือหุ้นตัวนั้นว่าทำอะไรบ้าง หรือศึกษาจุดสำคัญต่างๆ ที่หุ้นตัวนี้เด่นชัดมากที่สุด เพื่อจะได้วิเคราะห์ในอนาคตว่าหุ้นตัวนี้อีกหลายปีจะเดินไปในทิศทางใดได้บ้าง

2.เราถามใจตัวเองว่าชอบอย่างไร เรียกได้ว่ากระบวนการนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างที่สุดแล้ว เพราะนอกจากจะช่วยให้เรารู้ทิศทางและเป้าหมายของตนเองในการลงทุนได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังสามารถช่วยให้เราไม่ต้องลงทุนตามใครหรือนักเลงหุ้นต่างๆ เพราะข้อเสียจากการลงทุนตามผู้อื่นนอกจากจะไม่มีอิสระในการตัดสินใจแล้ว ยังมีส่วนให้มีความหนักใจเมื่อต้องตัดสินใจอะไรบ้าง เช่น การขายหุ้น เป็นต้น

โดยที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นนับว่าเป็นแบบอย่างในการเตรียมตัวที่ดีเยี่ยม และนักลงทุนมือใหม่ทุกคนควรจะศึกษาเอาไว้ และจำเป็นต้องพยายามคิดตามอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างตลอดเวลา ทำให้เหล่านักลงทุนต่างๆ ต้องหมั่นวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เป็นนักเล่นหุ้นอันดับต้นๆ ของโลกนั้นเอง

ก่อนจะเล่นหุ้นต้องรู้จักรูปแบบของการลงทุนเสียก่อน

investment     นักลุงทุนทั้งหลายจะรู้จักกันดีว่ารูปแบบของหุ้นนั้นสามารถลงทุนได้อย่างหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเหล่านักเลงหุ้นที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการวิเคราะห์ในแต่ละรูปแบบของหุ้นได้เป็นอย่าง ซึ่งแน่นอนว่ารูปแบบที่ไม่เหมือนกันในแต่ละประเภทจึงทำให้การวิ่งหรือขึ้นลงของหุ้นจะแตกต่างกันไป ดังนั้นหากใครที่ไม่ทราบถึงแต่ละประเภทของหุ้นก็จะทำให้ไม่กล้าที่จะตัดสินใจลงทุนเอง และทำได้เพียงลงทุนตามบุคคลอื่นๆ เท่านั้น รวมไปถึงอาจจะไม่ทราบถึงรูปแบบในการลงทุนที่ตนชอบและต้องการได้จริงๆ อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยให้รู้ทันรูปแบบของหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างตลอดเวลาเป็นอย่างดี

โดยก่อนอื่นผู้ที่จะเล่นหุ้นต้องถามตัวเองให้ดีเสียก่อนว่าชอบรูปแบบของการลงทุนในรูปแบบใด เพราะในแต่ละประเภทจะมีทั้ง ถือหุ้นระยะยาว , การเก็งกำไร , การถือหุ้นในระยะสั้นๆ เน้นผลประโยชน์ที่รวดเร็วเป็นต้น ซึ่งในตลาดหลักทรัพย์ส่วนจะสามารถแบ่งประเภทของหุ้นได้มากถึง 7 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน และถึงแม้ว่าจะเป็นบริษัทเดียวกันแต่ไม่จำเป็นต้องมีหุ้นประเภทเดียวเท่านั้น โดยบริษัทหนึ่งสามารถมีหลายประเภทได้ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

1.Blue Chip นับว่าเป็นหุ้นที่เหล่านักลงทุนทั้งหลายชอบเป็นพิเศษ เพราะมันมีความมั่นคงในระดับที่สูง ไม่ต้องคอยกังวลว่าหุ้นจะวิ่งลงอย่างไม่ทันตั้งตัวได้ อีกทั้งยังมีการปันผลอย่างสม่ำเสมอเป็นพิเศษ

2.Cyclical Stock เป็นรูปแบบหุ้นที่น่าท้าทายอย่างมากที่สุด เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ชื่นชอบความท้าทายและความตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะหุ้นในประเภทนี้จะให้ผลตอบแทนและกำไรที่สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสขาดทุนได้ทุกเวลา แต่ก็มีการเติบโตของหุ้นที่รวดเร็วและต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

3.Value Stock เป็นประเภทของหุ้นที่น่าลงทุนและมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และนักลงทุนจำนวนมากต่างก็ต้องการอย่างสูง แต่นับว่าหาได้น้อยเหลือเกินในปัจจุบันนี้ โดยรูปแบบ Value stock นั้นมีราคาหุ้นที่ไม่พุ่งแรงเหมือนหุ้นอื่นๆ แต่ก็มีการเติบโตในทุกๆ ปี สามารถถือได้ในระยะยาวเหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงเป็นอย่างดี

และนอกจากนี้ยังมีหุ้นอีก 4 ประเภทอย่าง Income Stock , Growth Stock , Defensive Stock และ Speculative Stock ซึ่งทั้ง 4 ประเภทนี้ถือว่ามีความนิยมและเป็นที่นิยมไม่แพ้ 3 ประเภทแรกเลยแม้แต่น้อย หากใครที่กำลังมองหารูปแบบที่ตนเองถนัดก็ลองศึกษาแต่ละประเภทให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะขาดทุนและเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ได้

หากพูดถึงหุ้นต้องพูดถึงเทรดเดอร์

traders              น้อยคนนักที่จะรู้ถึงความหมายและบทบาทที่แท้จริงของเทรดเดอร์ ซึ่งส่วนน้อยจะทราบว่าเทรดเดอร์มีไว้เพื่ออะไรและมีไว้ทำไม นอกจากนี้แล้วหลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำเลยว่าเทรดเดอร์นั้นสามารถทำเงินได้อย่างมากมายไม่แพ้อาชีพอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย ซึ่งหากใครที่มีความรู้และความสามารถในการวิเคราะห์สักหน่อยก็จะทำเงินได้มากมายถึง 6 หลักเป็นอย่างต่ำเลยทีเดียว โดยอาชีพเทรดเดอร์นั้นจะทำเงินจากสังกัดหรือองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่เป็นรายเดือนไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการฝึกหัดของแต่ละคนว่าจะมีความพยายามเพียงใดด้วย เพราะในบางรายนั้นเมื่อก้าวสู่ระดับแนวหน้าในวงการอาชีพเทรดเดอร์ก็สามารถขยับตัวเองไปในองค์กรที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้คำแนะนำแก่องค์กรที่ตนเองทำงานให้อยู่ เพื่อเป็นไปตามที่เป้าหมายกำหนดและนำเงินเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

หน้าที่หลักของเทรดเดอร์นั้นจะต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวและการขึ้นลงของราคาหุ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อความได้เปรียบและการลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด จึงไม่ต้องอะไรกับนักลงทุนคนอื่นๆ เลย เพียงแต่ว่าทำเพื่อองค์กรและผู้สนับสนุนตนเองเป็นหลัก ดังนั้นหากใครที่เป็นเทรดเดอร์มือฉมังจะได้ค่าตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอน และหากใครที่การวิเคราะห์และมองไปถึงอนาคตที่แม่นยำกว่า ก็จะสามารถทำเงินได้มากกว่าเทรดเดอร์คนอื่นๆ อย่างง่ายดาย ดังนั้นเทรดเดอร์ทั้งหลายย่อมมีแนวทางของตนเองที่แตกต่างกันไป รวมไปถึงกลยุทธ์ที่เพื่อให้ตนเองสามารถเอาชนะเทรดเดอร์คนอื่นๆ ได้

โดยในความเป็นจริงแล้วเทรดเดอร์ต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ย่อมต้องทำการวิเคราะห์หุ้นที่วิ่งอย่างไม่หยุด เพราะการขึ้นลงของหุ้นสามารถบอกอะไรมากมาย รวมไปถึงราคาของหุ้นในแต่ละวันต่างไม่มีเหมือนกัน และไม่ใช่แค่ช่วงเช้าเท่านั้นที่ราคาหุ้นจะสามารถบอกเรื่องราวต่างๆ กับเราได้ ดังนั้นเหล่าเทรดเดอร์ทุกคนต้องเฝ้าอยู่กับหน้าตารางหุ้นตลอดทั้งหมดจนเกือบถึง 5 โมงเย็นเลยก็ว่าได้

การเล่นหุ้นที่ดี คือการเล่นในแนวทางและความคิดของตนเอง

tnews                ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าไม่ได้มีเจตนาหรือต้องการให้เลิกเล่นหุ้นตามเซียนต่างๆ แต่อย่างใด และไม่คิดว่าจะถือหุ้นที่มีราคาดีเพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นผู้อ่านควรจะมาฟังเหตุผลที่ผมต้องการจะสื่อและมองในมุมของผมเสียก่อน ซึ่งแน่นอนว่าการเล่นหุ้นตามคนอื่นนั้นอาจจะมีความเสี่ยงที่น้อยกว่าในการเล่นสวนกระแส โดยเพราะในหมู่มือใหม่ที่ไม่รู้จะควรเริ่มจากอะไรดี เมื่อเห็นเซียนคนอื่นๆ เล่นหุ้นตัวนี้กันจึงเล่นบ้าง ซึ่งในจุดนี้ถือว่าไม่ผิดนัก แต่ต้องถามก่อนว่าที่คุณทำอยู่นั้นถูกแล้วหรือคุณต้องการถือหุ้นในลักษณะแบบนี้จริงๆ หรือเปล่า ? แน่นอนละว่าต้องมีสักครั้งที่ไม่ใช่หรือเป็นดั่งใจที่ต้องการแต่คุณต้องยอมซื้อและขายหุ้นตามเพื่อนหรือเซียนที่คุณตามมาแต่ต้นแน่นอน อีกทั้งหากมองในมุมการลงทุนแล้ว แน่นอนว่าการลงทุนทุกชนิดนั้นย่อมมีความเสี่ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นหากเราพลาดไปสักครั้ง สองครั้งเป็นอะไรละ ?

โดยทั้งนี้ตามที่ได้เกรินไปข้างต้นว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง และความไม่แน่นอนอยู่คลอดเวลา แต่เมื่อเราต้องลงทุนตามคนอื่นนอกจากจะมีความเสี่ยงแล้ว ยังมีความอึดอัดในจิตใจดังเช่น

1.เงินทุนหรือเงินพื้นฐานของแต่ละคนมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่จะตามมาคือผลกระทบเมื่อมีการขาดทุนเกิดขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมากหากใครนำเงินก้อนสุดท้ายมาเล่น หรือมีเงินทุนที่ไม่สูงมาก หรือเข้าใจง่ายๆ ว่าความเสี่ยงและความเสียหายของแต่ละคนไม่เท่ากันนั้นเอง

2.เมื่อมีจุดเริ่มต้นย่อมมีจุดสิ้นสุด แล้วคุณจะกล้าขายหุ้นตามคนอื่นๆ ที่คุณซื้อตามเขามาหรือเปล่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เช่น หากหุ้นที่คุณถือตอนนั้นมีราคาที่กำลังดีแต่ไม่หวือหวา แต่คนอื่นๆ ที่ต้องการกำไรในระยะสั้นหรือต้องการเกร็งกำไรเลยขายออกไป คุณจะกล้าขายตามหรือถือหุ้นเช่นเดิมละ ทั้งนี้ทั้งนั้นต่างขึ้นอยู่กับความคิดและสภาพจิตใจของผู้ถือหุ้นเองทั้งหมด

3.แนวทางของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนอื่นคุณควรจะถามใจตัวเองเสียก่อนว่าต้องการเป็นนักลงทุนประเภทใด เช่นต้องการถือเงินทุนในระยะที่ยาว ไม่ต้องการความเสี่ยงที่มากมาย หรือบางประเภทคาดหวังการเก็งกำไรและการปันผลของหุ้นเป็นต้น

ซึ่งต้องบอกก่อนว่าทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน และคาดว่าจะช่วยให้เหล่านักลงทุนทั้งหน้าใหม่และรุ่นเก๋าได้ลองตัดสินใจเสียใหม่ รวมถึงเป็นแนวทางอีกด้วย

หากคิดจะเล่นหุ้นจงศึกษาศัพท์ของหุ้นให้ดีเสียก่อน

shareหุ้นในเวลานี้นับว่ามีความนิยมอย่างสูงที่สุดในรูปแบบของการลงทุนอย่างหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากการลงทุนเพียงไม่กี่บาทแต่ได้รับผลตอบแทนที่สูง อีกทั้งยังสามารถเล่นหุ้นได้ในทุกเพศทุกวัยไม่จำกัดอายุอีกด้วย ด้วยเหตุผลนี้หุ้นจึงมีความนิยมอย่างรวดเร็วในยุคเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดยเฉพาะการสื่อสารที่สะดวกและล้วนเร็วจึงทำให้การลงทุนมีความน่าสนใจเพราะสามารถจัดการอะไรได้ง่ายขึ้นนั้นเอง แต่ถึงอย่างนั้นการเล่นหุ้นย่อมมีความเสี่ยงที่ตามมาเสมอถึงแม้ในทุกวันนี้ความเสี่ยงเหล่านั้นจะลดลงด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามา รวมถึงจะมีเหล่าผู้ให้คำแนะนำอย่าง โบรกเกอร์ (Broker) ก็ตามที ดังนั้นเหล่านักลงทุนทั้งหลายควรที่จะเรียนรู้พื้นฐานโดยเฉพาะคำศัพท์ที่ใช้กันในตลาดหุ้นโดยทั่วไปนั้นเอง

ซึ่งจริงๆ แล้วศัพท์ที่ใช้กันในตลาดหุ้นนั้นมีเยอะแยะมากมายทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำศัพท์ที่ใช้กันอย่างเป็นทางการและแพร่หลายที่สุด มีดังนี้

1.Bid price หรือราคาซื้อขายที่เสนอต่อผู้ซื้อที่ต้องการลงทุน เรียกได้ว่าสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นตัวกำหนดราคาของหุ้นแล้ว ยังกำหนดราคาที่ผู้ขายหรือบริษัทเสนอราคาหลักทรัพย์เป็นนั้นเอง

2.Offer price ราคาที่ผู้ลงทุนอื่นๆ ต้องการจะขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ของตนเอง แก่ผู้ที่มีความประสงค์ต้องการจะลงทุนหรือเป็นเจ้าของหุ้นตัวนั้นๆ ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ขายเองว่าต้องการจะขายในราคาใด

3.Dividend เงินส่วนแบ่งที่บริษัทจำเป็นต้องจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ ซึ่งเป็นที่สิ่งที่ขาดไม่ได้ของผู้ลงทุน เพราะผู้ลงทุนหรือผู้ถือหุ้นต่างๆ คาดหวังในจุดนี้ ที่เรียกว่า “เงินปันผล” หรือ “กำไร”

4.Opening price เป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นเสมือนการกำหนดราคาขั้นต่ำของหุ้นในแต่ละวัน ที่บรรดาบริษัทต่างๆ จำเป็นผู้กำหนดเอง ซึ่งจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนกันในแต่ละวัน

5.Commission หรือเรียกกันอย่างง่ายๆ ว่า “ค่าคอม” เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากที่ผู้ลงทุนทุกคนควรศึกษาให้ดีก่อนซื้อหุ้น เพราะ ค่าคอมเปรียบเสมือนส่วนต่างที่ผู้ลงทุนต้องจ่ายให้กับบริษัทผู้เป็นเจ้าของหุ้น ที่ผู้ลงทุนต้องการเป็นเจ้าของ

นอกจากนี้ยังมีอีกมากมายที่เรายังไม่ได้นำมาเสนอ และคิดว่าเพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอต่อการนำไปต่อยอดในการเล่นหุ้นได้ไม่น้อย สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านโชคดีไม่ประมาทและโลภมากในวงการหุ้นนะครับ

ความหลากหลายของหุ้นในประเภทของอุตสาหกรรม

shareภายในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีหุ้นที่หลากหลายประเภท โดยขึ้นอยู่กับเหล่าบริษัทที่เข้ามาทดทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์ที่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในเชิงการเกษตรดังนั้นประเภทของหุ้นจึงเป็นรูปแบบของการเกษตรต่างๆ แยกย่อยออกไปนั้นเอง ซึ่งในจุดนี้เองจึงเป็นเสมือนตัวเลือกแก่นักลงทุนให้ตัดสินใจและเข้าไปศึกษาตลาดหุ้นของประเภทนั้นในเวลาต่างๆ ว่าบริษัทใดหรือหุ้นในประเภทใดกำลังวิ่งขึ้นหรือมีราคาที่ลดต่ำลง จึงนับว่าความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นของแต่ละประเภทจึงมีความแตกต่างกันของแต่ละช่วงเวลานั้นเอง

ซึ่งในวันนี้เราอยากจะมาแนะนำตลาดหุ้นในประเภทของเหล่าอุตสาหกรรมกัน โดยในเวลานี้นับว่าเป็นยุคทองของอุตสาหกรรมอย่างมากมีการแข่งขันในเชิงอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีบริษัทใหม่ๆ ที่กำลังเติบโตขึ้นในทุกๆ วัน ดังนั้นหุ้นในประเภทของอุตสาหกรรมจึงมีความน่าสนใจและเหมาะที่จะลองเข้าไปร่วมลงทุน แต่ก็อย่างที่กล่าวว่าธุรกิจอุตสาหกรรมในเวลานี้มีการแข่งขันที่สูง หลายๆ บริษัทจึงมีการแข่งขันที่สูงขึ้นตามไปอย่างแน่นอนและด้วยเหตุผลนี้เองความเสี่ยงจึงตามมา ดังนั้นหากใครที่ยังไม่มีประสบการณ์ที่มากพอก็ควรค่อยๆ ลงทุนในระดับเริ่มต้นก่อน แล้วจึงคอยศึกษาอย่างละเอียด โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องหวังผลกำไรในระยะสั่นๆ ซึ่งประเภทหุ้นของอุตสาหกรรมนั้นมีมากมาย ให้เลือกลงทุนและศึกษา ไม่ว่าจะเป็น

1.กลุ่มเกษตรหรือด้านการอาหาร ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยหากจะทำการลงทุนหรือซื้อหุ้นประเภทนี้ โดยในประเภทไทยก็จะมี CPF , MINT ที่เป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ
2.อุตสาหกรรมการอุปโภคบริโภค โดยนับว่ามีการแข่งขันที่สูงเอาการ เพราะการลงทุนประเภทอุปโภคบริโภคนั้นมีความครอบคลุมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย , ของใช้อุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน เป็นต้น

3.สินค้าอุตสาหกรรม ในที่นี้ก็นับว่ามีมากมายและนับว่าน่าร่วมลงทุนอย่างมากที่สุด เพราะในประเภทนี้จะรวมไปถึง เครื่องจักรกลต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดย่อม รวมไปถึงรถยนต์และบรรจุภัณฑ์นั้นเอง

โดยทั้ง 3 ประเภทนี้นับว่าเป็นพื้นฐานที่ควรจับตามองไม่แพ้หุ้นประเภทอื่นๆ ดังนั้นหากใครอยากลองลงทุนโดยการเล่นหุ้น ก็สามารถติดตามอ่านข้อมูลดีๆ จากทางเราได้เรื่อยๆ เพราะเรายังมีเทคนิคและคำแนะนำอีกมากมายรอคุณอยู่แน่นอน

สิ่งใดคือตัวกำหนดราคาหุ้นที่ขึ้นและลงอยู่ตลอดเวลา !

IPO1                อย่างที่ทราบกันดีว่าบรรดาหุ้นทั้งหลายล้วนมาจากเหล่าบริษัทที่ลงทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหลายคนจึงต่างเข้าใจกันไปว่าราคาหุ้นนั้นได้ถูกควบคุมในหลายๆ ปัจจัย อีกทั้งรวมไปถึงมองว่าตลาดหลักทรัพย์คือตัวควบคุมกลไกราคาของหุ้นเสียด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงแล้วตลาดหลักทรัพย์เป็นเพียงศูนย์กลางของหุ้นที่จะเข้ามาเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามาซื้อขายกันเท่านั้นเอง ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่แน่นอนและเป็นพื้นฐานในการเปลี่ยนแปลงกลไกของราคา อย่างเสมอมาก็คือผู้ซื้อและผู้ต้องการขายเป็นหลัก

โดยส่วนใหญ่แล้วราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นหรือวิ่งลงก็แล้วแต่ว่าหุ้นในเวลานั้นมีมูลค่าสูงแค่ไหน และมีผู้ที่ต้องการซื้อมากเพียงใด ซึ่งหากมีผู้ซื้อต้องการจะเข้ามาร่วมลงทุนมาก หุ้นก็จะมีราคาที่สูงขึ้นตามไปนั้นเอง ซึ่งในจุดนี้จึงขึ้นกับผู้ขายด้วยว่าจะต้องการขายในราคาใดและรีบร้อนมากแค่ไหน และในบางทีก็จะมีกลุ่มนักลงทุนบางกลุ่มที่จะเป็นเหมือนกับแนวทางในการมองหุ้นในระยะยาว อย่างเช่นในประเทศไทย ก็จะมีกลุ่มทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนและเมื่อใดที่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติเหล่านี้ทยอยกันขายหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ก็จะสามารถสังเกตได้ว่าน่าจะเกิดความผิดปกติกับหุ้นในอนาคต จึงทำให้นักลงทุนอื่นๆ จำเป็นต้องทยอยขายหุ้นตามไปนั้นเอง แต่วิธีที่ว่านี้ใช้ไม่ได้กับนักลงทุนที่ไม่ต้องการความเสี่ยงหรือนักลงทุนที่หวังผลระยะยาว

ดังนั้นสรุปได้ง่ายๆ ว่า ราคาของหุ้นทั้งหลายล้วนขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้ลงทุนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความกลัวต่อการลงทุน ความหวังที่อยากจะได้หุ้นที่ดีหรือว่าโลภ ดังนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ทั้งสิ้นเพราะแต่ละคนล้วนแต่มีเทคนิคหรือสไตล์ที่เป็นของตัวเอง บางคนหวังแต่จะปั่นราคาหุ้น หรือบางคนต้องการเพียงถือหุ้นไม่หวังการเติบโตที่ก้าวกระโดดก็เป็นได้

ต้องการเป็นนักลงทุนประเภทไหน ? ลองอ่านและตัดสินใจดู

banner-35                ในทุกวันนี้นับว่าเป็นยุคแห่งการลงทุนและการสื่อสารในระดับที่สูง เนื่องจากมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่ายที่รวดเร็ว อุปกรณ์ต่างๆ ที่ทันสมัย จึงทำให้การติดต่อสื่อสารและการลงทุนเป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายต่อการลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนมีเงินในการลงทุนเสมอไปแล้ว แม้กระทั้งเหล่าผู้มีงบหรือเงินลงทุนที่ไม่เยอะ ก็ยังสามารถมีประสบการณ์ในการลงทุนได้ง่ายๆ อีกทั้งยังมีหลายบริษัทที่เพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี และบริษัทเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยที่ต้องการมีผู้เข้ามาลงทุนด้วย ดังนั้นหากใครถือหุ้นมีใหญ่พอถึงแม้จะไม่ใช่เจ้าของกิจการแต่ก็เปรียบเสมือนเจ้ากิจการได้เช่นกัน ดังนั้นจึงนับว่าช่องทางการลงทุนเหล่านี้มีความสะดวกและสบายไม่น้อยหากมีความรู้ในด้านกลยุทธ์ที่มากพอ แต่ถึงแม้จะได้เงินมากเพียงใดก็ไม่พ้นคำกล่าวที่ว่า “การลงทุนคือความเสี่ยง” อยู่ดีนั้นเอง

โดยในความหมายของนักลงทุนแล้ว นักลงทุนจะถูกแบ่งออกหลักๆ ได้ถึง 4 ประเภท โดยแต่ละประเภทนั้นก็จะมีรูปในการลงทุนที่แตกต่างกัน เช่น 1.นักลงทุนมีเล็งเห็นแต่การลงทุนกับการหุ้นปั่น โดยนักลงทุนเหล่านี้จะชื่นชอบในการท้าทายเป็นพิเศษ เพราะหุ้นปั่นนั้นนับว่ามีความไม่แน่นอนสูงและจะถูกนักลงทุนเข้ามาลงทุนโดยเฉพาะในเวลาที่หุ้นอื่นๆ มีราคาที่ไม่หวือหวา ดังนั้นหุ้นปั่นจึงเป็นตัวเลือกที่สำคัญในยามนี้นั้นเอง

2.การลงทุนแบบสวนตลาด นับว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยมาก เพราะเป็นหุ้นที่ไม่คอยมนักลงทุนสนใจมากนัก จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่นักลงทุนที่ไม่ชื่นชอบในความเสี่ยง และการหวังผลในระยะยาวโดยไม่รีบร้อนมากนัก เพราะหุ้นประเภทนี้จะมูลค่าที่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่หากมีการลงที่นานเราก็จะสามารถมีเป็นเสมือนหนึ่งผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทในอนาคตได้เช่นกัน

ดังนั้นจะเป็นได้ว่ารูปแบบของการลงทุนทั้ง 2 ประเภทนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งในที่นี้เรายังไม่กล่าวถึง นักลงทุนอีก 2 ประเภทที่เหลือ ดังนั้นหากมีโอกาสหน้าเราจะมาแนะนำอีก 2 ประเภทที่เหลือให้ผู้อ่านได้รับรู้เพื่อประกอบในการตัดสินใจครับ

ปัจจัยสำคัญที่ตลาดหุ้นหรือตลาดหลักทรัพย์พึงต้องมี

images_stories_cpa4bis_LAW Related To Prof_Listed_Lawแน่นอนว่าตลาดหุ้นไม่ใช่มีเพียงหุ้นเท่านั้นที่จะทำให้ตลาดหลักทรัพย์เดินหน้าเพียงอย่าง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ไม่ต่างจากตลาดทั่วไปเลยแม้แต่น้อย โดยประกอบไปด้วย 1.สินค้า (Listed Securities) 2.นายหน้าผู้เป็นบริษัทที่ลงทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Broker) 3.ผู้ลงทุนหรือผู้เล่นหุ้น (Investor) ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้เป็นสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์จะขาดไม่ได้ นับว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่ง วันนี้เราจึงจะมาอธิบายถึงความหมายของแต่ละองค์กอบที่ตลาดหุ้นต้องพึงมี ดังต่อไปนี้

1.สินค้า ซึ่งในที่นี้สินค้าสำหรับตลาดหลักทรัพย์แล้ว ก็คือบรรดาบริษัทต่างๆ ที่จดทะเบียนขึ้นกับตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดหุ้นทั้งหลายนั้นเอง ดังนั้นหุ้นที่มีไว้สำหรับนักลงทุนเข้ามาลงทุน ก็คือสินค้าต่างๆ จากเหล่าบริษัทที่เปิดโอกาสให้เหล่านักเลงหุ้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ถือหุ้น โดยการนำเงินเข้ามาลงทุนนั้นเอง

2.นายหน้า หรือผู้ให้บริการในการซื้อหุ้นและการลงทุนรวมไปถึงมีการให้คำแนะนำต่อนักลงทุนทั้งหลาย โดยโบรกเกอร์แต่ละคนก็จะมีความสามารถและการใส่ใจที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบริษัทหลักทรัพย์ที่โบรกเกอร์หรือนายหน้าเหล่านั้นทำงานอยู่ อีกทั้งแต่ละบริษัทก็จะมีความชำนาญในแต่ละประเภทของหุ้นที่แตกกัน ขึ้นอยู่กับผู้ลงทุนจะตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์สักคน

3.ผู้ลงทุน หรือเหล่านักลงทุนทั้งหลายทีต้องการเข้ามาซื้อหุ้นกับบริษัทที่จดทะเบียนภายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหากไม่มีนักลงทุนเหล่านี้ ตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่สามารถเดินต่อได้ รวมไปถึงไม่มีเงินทุนเข้ามาไหลเวียนและเหล่าบริษัทก็จะไม่มีผู้ร่วมลงทุนหรือร่วมถือหุ้นด้วย

ซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดและต้องมีควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง และขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ ดังนั้นหากใครทำต้องการจะเป็นนักลงทุนระดับที่ยอดเยี่ยม การศึกษาถึงข้อมูลทั้ง 3 องค์ประกอบนี้คือสิ่งสำคัญและสร้างความได้เปรียบแก่ผู้ลงทุนได้อย่างแน่นอน